นักโภชนาการแนะกินแอปเปิล,ฝรั่ง,ส้มโอ เพิ่มวิตามินซี ชดเชยการอดนอน ช่วยแก้อ่อนเพลียได้ เตือนขับรถตอนเช้าระวังหลับใน แนะติดผลไม้รสเปรียวในรถกินช่วยเรียกสติ

นายสง่า ดามาพงษ์​ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กล่าวว่า คอบอลที่รอชมฟุตบอลโลกซึ่งมีการถ่ายทอดในช่วง 02.00 – 04.00 น. มักจะหิว เพราะปกติเป็นเวลานอน เมื่อตื่นมาร่างกายมีการหลั่งน้ำย่อย อาจทำให้เกิดปัญหาจากการกินที่ไม่ถูกต้องตามมา ดังนั้น การดูฟุตบอลโลก จึงต้องเตรียมวางแผน แบ่งเป็นก่อนดู ระหว่างดู และหลังจากการดู คือ ก่อนดูฟุตบอลโลก เลือกจากตารางว่าอยากดูการแข่งขันของประเทศไหน เพราะการดูติดต่อกันทุกคืนทำให้ร่างกายทรุดโทรม จึงควรเลือกที่จะดูและวางแผนหยุดดูเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน

นายสง่า กล่าวอีกว่า ระหว่างดู อาหารที่ควรเตรียมไว้ คือ ผลไม้ที่มีรสชาติหวานน้อย เพราะการนอนดึกจะทำให้สูญเสียวิตามินซี ผลไม้ที่แนะนำ เช่น แอปเปิล ฝรั่ง และส้มโอ นำไปแช่เย็นเพื่อทานระหว่างการดูฟุตบอล จะทำให้ไม่อ่อนเพลียจนเกินไป และอาหารจำพวกธัญพืช เมล็ดถั่วต่างๆ หรือ นมจืด นมพร่องมันเนย เป็นต้น อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์​ ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ชา กาแฟ เพราะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานที่มากเกินจำเป็น ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ และไม่ควรปิดไฟดู เพราะทำให้สายตาทำงานหนักเกินไป รวมทั้งต้องขยับร่างกายระหว่างดูในท่ายืดเหยียดต่างๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว ไม่เกิดความเมื่อยล้า

นายสง่า กล่าวด้วยว่า สำหรับผู้ที่ดูฟุตบอลและต้องไปทำงานหรือเรียนตอนเช้า ต้องเข้านอนในช่วงหัวค่ำ ก่อนจะตื่นมาดูฟุตบอล เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตามการตื่นในช่วง 03.00 น. ไม่ใช่เวลาปกติ หากต้องขับรถไปทำงานช่วงเช้า อาจเกิดอาการง่วงหรือหลับในได้ ควรเตรียมผลไม้รสเปรี้ยวไว้ ขณะขับรถเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ทั้งนี้ การพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน การเรียนลดลง โดยเฉพาะวัยรุ่นการนอนน้อยจะกระทบต่อการเจริญเติบโต จึงต้องชดเชยด้วยการหลับกลางวัน หรือ นอนตั้งแต่หัวค่ำ สัญญาณที่บ่งชี้ว่าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอคือจะเริ่มเพลีย สมองไม่แล่น เกิดจากกล้ามเนื้อและระบบประสาทไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่

“เมื่อรู้สึกนอนไม่พอให้เติมวิตามิน ซึ่งหาได้ง่ายๆ จากผัก ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสเปี้ยว แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการนอนพักให้ได้ และเมื่อต้องนอนน้อย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์​และบุหรี่ เพราะทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ ทำให้ร่างกายทรุดโทรมและเสี่ยงต่อการเกิดโรค โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง มีโรคประจำตัวอยู่เดิม ยิ่งต้องระวังมากกว่าปกติ” นายสง่า กล่าว